วันพุธ, ตุลาคม 16, 2019
สุขภาพและการออกกำลังกาย

พักผ่อนน้อยต้องดูแลตนเองอย่างไร และ มีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร

ในบางครั้งเราต้องทำงาน เคลียร์งาน ทำโปรเจค หรือทำการบ้านจนดึก และต้องตื่นเช้า ทำให้เราพักผ่อนน้อย นอนไม่เพียงพอ จากนั้นก็จะมีผลกระทบต่อสุขภาพต่างๆ ตามมามากมาย เช่น เวียนศรีษะ มึนหัว อยากอาเจียน เป็นต้น บางคนถึงกับหน้ามืดไปเป็นครั้งคราว แต่ด้วยภาระหน้าที่ทำให้เราเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถเลือกที่จะดุแลตนเองได้ในสภาวะที่พักผ่อนน้อย
สิ่งแรกคือ เราอย่าทำงานเพลินจนลืมทานข้าว หากเราไม่ทานข้าวก็ทำให้ร่างกายไม่ได้รับพลังงานที่จะนำไปใช้ในการทำงาน ก็ยิ่งทำให้เราเบลอ อ่อนเพลีย คิดงานไม่ออก สุดท้ายก็จะล้มป่วยได้ง่าย เราต้องทานข้าวให้ครบทุกมื้อ อย่ากลัวอ้วน แต่ต้องเป็นห่วงสุขภาพร่างกายของตนเองไว้ก่อนจะดีที่สุด ดื่มนม ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย
จากนั้นเราต้องดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้น้ำไปซ่อมแซมที่เราเสียความชุ่มชื่น เราจะได้ไม่ดูเหี่ยว อ่อนเพลีย ต้องคอยดื่มน้ำเพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ร่างกายและเพื่อสุขภาพผิวที่ดีด้วย จากนั้นก็อาจจะดื่มเครื่องดื่มบำรุงเสมอ บำรุงร่างกาย จะได้ดูสดชื่น ดูมีกำลังที่จะสู้ลุยงานต่อไป ที่สำคัญคือทำให้ร่างกายไม่โทรมด้วย
ดังนั้นหากใครที่กำลังทำงานหนักต้องนอนดึก นอนหลับไม่เพียงพอ ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับการดูแลตนเองในวันที่พักผ่อนน้อยไปใช้ จะได้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพเราได้

นอนน้อย (Lack of Sleep) เป็น ภาวการณ์ที่ร่างกายนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลต่อสภาพการณ์อารมณ์และก็สมรรถนะสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆคนที่นอนน้อยบางทีอาจอารมณ์บูดหรือปฏิบัติงานได้ไม่ดี การนอนหลับพักผ่อนน้อยจนเกินไปบ่อยๆนั้นทำให้เสี่ยงเจ็บป่วยแล้วก็มีปัญหาสุขภาพต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคโรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมทั้งโรคอ้วน คนที่นอนน้อยมักรู้สึกอ่อนเพลียรวมทั้งง่วงซึมทั้งวัน สามารถหลับได้ข้างใน 5 นาทีเมื่อนอนลงไป หรือบางทีอาจเจอภาวการณ์วูบหรือหลับในช่วงสั้นๆ(Microsleep) ดังนี้ สภาวะนอนน้อยบางทีอาจมีผลต่อการดำนงชีพทุกวัน สมรรถนะสำหรับการทำสิ่งต่างๆจะต่ำลง ยกตัวอย่างเช่น ขับขี่รถหรือควบคุมรูปแบบการทำงานของอวัยวะแต่ละส่วนให้ใส่ผสานกันได้ยาก เมาแอลกอฮอล์ง่ายดายกว่าผู้ที่นอนอย่างพอเพียง ไม่หายง่วงงุนภายหลังกินคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังอื่นๆและก็เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

นอนให้พอเพียงดีมากกว่านอนน้อยยังไง

ถ้ากล่าวตามแนวทางทางด้านกายภาพแล้ว การนอนนับว่าเป็นขั้นตอนสลับซับซ้อนเกี่ยวกับการปรับร่างกายให้ปกติ โดยผู้คนมั่นใจว่าการนอนสำคัญต่อกระบวนหลักการทำงานของร่างกาย ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เปลี่ยนเป็นความจำระยะยาว (Memory Consolidation) นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำชี้แจงว่าเพราะอะไรมนุษย์ควรต้องนอน อย่างไรก็แล้วแต่ การนอนนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์และก็สิ่งมีชีวิต โดยคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนจะพักไม่พอ ส่วนคนที่นอนน้อยก็อาจมีปัญหาด้านสุขภาพที่มีผลต่อร่างกายแล้วก็สถานการณ์อารมณ์ได้

โดยธรรมดา การนอนได้รับอิทธิพลมาจากนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythms) ที่มีเซลล์ประสาทสมองปฏิบัติภารกิจควบคุมอยู่ โดยเซลล์ประสาทสมองจะสนองตอบต่อแสงสว่าง อุณหภูมิ และก็สัญญาณต่างๆอันรวมถึงนาฬิกาชีวิตของร่างกาย ซึ่งช่วยจัดระเบียบวงจรการนอนรวมทั้งตื่นให้ปกติ ถ้าวงจรดังที่กล่าวถึงแล้วถูกก่อกวน อาจจะก่อให้รู้สึกง่วงนอนหรือตื่นไม่ถูกไปจากเวลาเดิมได้ เช่น คนที่จำต้องเดินทางข้ามเขตเวลา (Time Zones) มักเผชิญภาวการณ์ Jet Lag ซึ่งจะต้องใช้เวลานับเป็นเวลาหลายวันสำหรับเพื่อการปรับนาฬิกาชีวิตให้กับเขตในตอนที่ต่างจากที่คุ้นชิน โดยขึ้นกับระยะห่างของเขตเวลาทั้งยัง 2 เขตว่าแตกต่างมากมายน้อยเยอะแค่ไหน แล้วก็ระบบของอวัยวะแต่ละส่วนนั้นฟื้นนานับประการในแต่ละระดับ

ยิ่งกว่านั้น การนอนยังมีระยะการนอนที่ต่างกัน โดยแบ่งได้ 2 ระยะ เช่น ระยะหลับปกติ และก็ระยะหลับฝัน ดังต่อไปนี้

  • ระยะหลับปกติ (Non-Rapid Eye Movement: NREM) การนอนระยะหลับปกติมี 3 ระดับร่วมกัน ซึ่งขึ้นกับหลักการทำงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสมอง ดังต่อไปนี้
  • ระดับที่ 1 (Stage N1 Sleep) เป็น ระยะที่ร่างกายแปลงจากภาวการณ์ตื่นตัวไปสู่การนอนลึก นับว่าเป็นระยะการนอนขั้นที่หนึ่ง โดยผู้คนมักไม่มีสติว่ากำลังหลับอยู่
  • ระดับที่ 2 (Stage N2 Sleep) เป็น ระยะที่ร่างกายนอนสนิท คิดเป็นปริมาณร้อยละ 40-50 ของระยะเวลานอน
  • ระดับที่ 3 (Stage N3 Sleep) เป็น ระยะที่ร่างกายนอนลึกแล้วก็บางทีอาจกำเนิดอาการละเมอได้ คิดเป็นจำนวนร้อยละ 20 ของช่วงนอนสำหรับเด็กหนุ่มสาว จำนวนมากแล้ว ผู้คนมักนอนลึกในตอนครึ่งแรกยามค่ำคื

ดังนี้ ยังเป็นช่วงๆที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนรวมทั้งฮอร์โมนอื่นๆออกมา โดยร่างกายจะปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมเยื่อ สร้างกระดูกรวมทั้งกล้าม แล้วก็สร้างเสริมความแข็งแรงให้แก่ระบบภูมิต้านทานร่างกาย การนอนตอนนี้ก็เลยสำคัญมาก

  • ระยะหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM) ผู้คนจะเข้าสู่การนอนระยะหลับฝันข้างหลังหลับไปได้ 90 นาที การนอนตอนนี้ผิดแผกแตกต่างกับการนอนระยะอื่น โดยคลื่นสมองของระยะหลับฝันมีความถี่ที่เร็วรวมทั้งแรงกดดันโวลต์ต่ำราวกับคลื่นสมองตอนที่ตื่นอยู่ ดังนี้ กล้ามลายจะไม่ขยับเขยื้อนในเวลาที่นอน ละเว้นกล้ามส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา คนที่ตื่นจากการนอนระยะหลับปกติมักกำลังฝันอยู่ โดยการนอนช่วงนี้คิดเป็นจำนวนร้อยละ 20-25 ของขณะที่นอน ส่วนเด็กอ่อนบางทีอาจคิดเป็นราวจำนวนร้อยละ 40 ระยะหลับฝันเป็นระยะการนอนที่ปลุกให้ตื่นได้ยาก โดยคนที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการนอนตอนนี้จะล้มตัวนอนลงหลับอย่างเร็ว ดังนี้ ระยะหลับฝันเป็นช่วงๆที่สมองทำงานมากไม่น้อยกว่าตอนตื่น เนื่องมาจากสมองมีวิธีการจัดแจงข้อมูลต่างๆที่รับเข้ามา โดยจัดระบบข้อมูลนำมาซึ่งเป็นความทรงจำ ความรู้ความเข้าใจ และก็รายละเอียดอื่นๆที่จำเป็นต้องสำหรับการดำรงชีพ
    นอนนานมากแค่ไหนก็เลยเรียกว่านอนน้อย

ร่างกายแต่ละคนอยากได้การนอนพักมากมายน้อยแตกต่างกัน ทั้งยังไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การนอนที่ต้องรวมทั้งเหมาะสมกับทุกคนแบบเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แม้กระนั้น ผู้คนแต่ละตอนวัยก็ควรจะนอนพักในปริมาณตอนที่สมควรคร่าวๆ ดังต่อไปนี้

  • เด็กแรกคลอด ควรจะนอนวันละ 16-18 ชั่วโมง
  • เด็กเล็กที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน ควรจะนอนวันละ 10-12 ชั่วโมง
  • เด็กโตที่เข้าชั้นเรียนแล้วก็วัยรุ่น ควรจะนอนขั้นต่ำ 9 ชั่วโมง
  • คนแก่ ควรจะนอน 7-9 ชั่วโมง
  • สตรีตั้งครรภ์ที่อายุท้องอ่อน ควรจะนอนมากยิ่งกว่าที่เคยนอนธรรมดา
  • นอกเหนือจากนั้น ระยะการนอนจะแปรไปตามอายุ โดยคนที่แก่ขึ้นจะหลับลึกลดลง หลับได้ยาก รวมทั้งตื่นได้ง่าย

นอนน้อยไม่ดีต่อสุขภาพยังไง

คนที่นอนน้อยหรือพักน้อยเกินไปจะเจอภาวการณ์ทางสุขภาพต่างๆดังต่อไปนี้

กระทบต่อกระบวนการคิด การนอนมีหน้าที่สำคัญต่อการคิดแล้วก็การศึกษา แม้ร่างกายพักน้อยบางทีอาจมีผลกระทบต่อกระบวนการคิดได้ โดยจะมีผลให้ความกระฉับกระเฉง ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการคิดด้วยเหตุผล ความถนัดการจัดการกับปัญหา แล้วก็สมาธิสำหรับการทำสิ่งต่างๆต่ำลง นำมาซึ่งการทำให้ไม่สามารถที่จะศึกษาอย่างมีคุณภาพได้
ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพหลายชนิด คนที่นอนน้อยหรือประสบพบปัญหาเกี่ยวกับการนอนเรื้อรัง เสี่ยงมีอาการป่วยเป็นโรคต่างๆอย่างเช่น โรคหัวใจวาย โรคหัวใจรวมทั้งเส้นเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันเลือดสูง โรคเส้นเลือดสมอง และก็โรคเบาหวาน เพราะว่าระบบภูมิต้านทานจะผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) เซลล์

แล้วก็แอนติบอดี้ต่อต้านเชื้อโรคตอนที่นอน ขึ้นรถเคมีพวกนี้จะต้านทานเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส รวมถึงช่วยทำให้นอน ทำให้ระบบภูมิต้านทานป้องกันร่างกายจากการป่วยเป็นโรคต่างๆได้ ถ้าหากนอนน้อยเกินไปก็จะก่อให้ระบบภูมิต้านทานไม่สามารถที่จะผลิตสารเคมีที่ช่วยคุ้มครองเชื้อโรคได้
ความปรารถนาทางเพศน้อยลง การนอนน้อยนำมาซึ่งการทำให้กำลังขับทางเพศแล้วก็ความพึงพอใจการร่วมเพศต่ำลง โดยเพศชายที่เผชิญภาวการณ์หยุดหายใจขณะกำลังหลับนั้นจะมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดน้อยลง ซึ่งนำมาซึ่งการทำให้กำลังขับทางเพศลดน้อยลงไปด้วย
ก่อกำเนิดอาการหม่นหมอง คนที่นอนน้อยหรือมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับนอน กำเนิดอาการกลัดกลุ้มได้ ดังนี้ สภาวะนอนไม่หลับ ซึ่งคือปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนที่พบได้ทั่วไปที่สุด แล้วก็เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวการณ์เซื่องซึมอย่างแจ่มชัด เนื่องมาจากภาวการณ์นอนไม่หลับเป็นเยี่ยมในอาการที่เจอได้เป็นลำดับแรกของโรคซึมเซา
ผิวเสียลง คนที่มิได้นอนต่อเนื่องกัน 2-3 คืน มักมีผิวเหี่ยวเฉารวมทั้งตาบวม

โดยคนที่อดหลับอดนอนต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะมีรอยย่นและก็รอยคล้ำรอบดวงตาร่วมด้วย เนื่องมาจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความตึงเครียดออกมาสลายตัวคอลลาเจนรวมทั้งโปรตีนที่ช่วยทำให้ผิวเรียบตึงหายไป ดังนี้ คนที่นอนน้อยหรืออดหลับอดนอนจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาน้อยมาก โดยฮอร์โมนนี้จะช่วยสำหรับเพื่อการเจริญวัยรวมทั้งเพิ่มความสูงเมื่ออายุน้อย แล้วก็ช่วยเพิ่มมวลกล้าม ทำให้ผิวหนังครึ้ม และก็กระดูกแข็งแรงเมื่อแก่ขึ้น
ขี้หลงขี้ลืมง่าย การนอนมีหน้าที่สำคัญต่อความจำ เพราะสมองจะพักเซลล์ประสาทของสมอง รวมถึงจัดแจงพื้นที่ความนึกคิดให้พร้อมเปิดรับข้อมูลในวันถัดไปตอนที่นอน ถ้าเกิดนอนน้อยหรือพักไม่พอ ก็บางทีอาจมีผลต่อความจำ ทำให้ลืมสิ่งที่ได้รับทราบหรือพบเห็นมาในทุกๆวันได้
น้ำหนักตัวมากขึ้น ภาวการณ์นอนน้อยบางทีอาจเกี่ยวเนื่องกับความหิว น้ำย่อยที่มากยิ่งขึ้น และก็ภาวการณ์อ้วน โดยพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน มีลักษณะท่าทางที่น้ำหนักตัวจะมากยิ่งขึ้น และก็เสี่ยงเป็นโร

อ้วนได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนที่นอน 7 ชั่วโมง เนื่องมาจากคนที่นอนน้อยจะมีสารเคมีเลปว่ากล่าวน (Leptin) ที่ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แล้วก็มีฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่กระตุ้นให้หิวอยู่ในระดับมากมาย ดังนี้ การนอนน้อยยังกระตุ้นให้รู้สึกหิวของกินที่มีไขมันแล้วก็คาร์โบไฮเดรตสูง
ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ สภาวะนอนน้อยมีผลต่อวิธีการทำความรู้ความเข้าใจแล้วก็ประเมินเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อจำเป็นต้องพบเจอเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งที่จำต้องตัดติเตียนนจิตใจ คนที่นอนน้อยจะตกลงใจมิได้ เนื่องจากว่าไม่อาจจะประเมินเหตุการณ์โดยรวมได้อย่างเที่ยงตรง นำมาซึ่งการทำให้ตกลงใจตอบโต้ได้ไม่ดี
ฮอร์โมนขยายพันธุ์ลดน้อยลง คนที่เผชิญภาวการณ์มีลูกยาก อีกทั้งชายและก็หญิง อาจมีปัจจัยมาจากการพักผ่อนหย่อนใจไม่พอ เพราะว่าภาวการณ์นอนน้อยจะหลั่งฮอร์โมนแพร่พันธุ์ออกมาน้อย ทำให้มีลูกได้ยาก
เสี่ยงกำเนิดจิตหลอน คนที่อดหลับอดนอนหรือนอนน้อยต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆเสี่ยงกำเนิดอาการจิตหลอนได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนเจ็บโรคลมหลับ (Narcolepsy) หรือโรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus)
ทำให้ได้รับอุบัติเหตุ ภาวการณ์นอนน้อยนับว่าเป็นต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่ก่อกำเนิดอุบัติเหตุรุนแรง เพราะคนที่อดหลับอดนอนหรือนอนน้อยจะง่วงซึม สนองตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นช้าลง ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือได้รับบาดเจ็บได้

จัดการกับปัญหานอนน้อยยังไง

คนที่มีปัญหานอนน้อย พักไม่พอ หรือนอนยาก บางทีอาจได้รับผลพวงสำหรับการดำรงชีวิตทุกวัน โดยปัญหานอนน้อยปรับปรุงแก้ไขได้ตามแนวทางต่อแต่นี้ไป

ไปนอนตามกำหนด คนที่มีปัญหานอนน้อยควรจะไปนอนให้ตามกำหนด โดยฝึกฝนนอนให้พอเพียง ระบุว่าจะหลับนานเยอะแค่ไหนรวมทั้งทำแบบนั้นอย่างสม่ำเสมอ การไปนอนตามเวลาจะสามารถช่วยในการปรับสมองแล้วก็นาฬิกาชีวิตของร่างกายให้เคยชิน ซึ่งจำนวนมากแล้วคนแก่มักนอนราว 6-9 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงของกินและก็ความประพฤติปฏิบัติเสี่ยง ควรจะหลีกเลี่ยงของกินแล้วก็เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน แอลกอฮอล์ นิโคติน แล้วก็พฤติกรรมที่ก่อให้นอนไม่หลับหรือนอนได้ยาก อย่างเช่น ไม่สมควรบริหารร่างกายหนักก่อนไปนอนไม่กี่ชั่วโมง การหลีกเลี่ยงของกินรวมทั้งความประพฤติเสี่ยงเหล่านี้สามารถที่จะช่วยให้นอนก้าวหน้าขึ้น
เขียนบันทึก คนที่นอนน้อยบางทีอาจทดลองเขียนบันทึกเกี่ยวกับการนอนของตนเอง เนื่องจากว่าจะช่วยทำให้มองเห็นความประพฤติการใช้ชีวิตแล้วก็กิจกรรมทุกๆวันที่ช่วยทำให้นอนได้ ดังนี้ บันทึกดังกล่าวข้างต้นยังมีคุณประโยชน์สำหรับในการช่วยวิเคราะห์ปัญหาด้านการนอน ส่วนคนที่เครียดหรือกลุ้มอกกลุ้มใจประเด็นต่างๆกระทั่งนอนไม่หลับบางทีอาจเขียนรายนามสิ่งที่จำต้องทำในวันถัดไป เพื่อช่วยทำให้บรรเทาและไม่รู้สึกเครียด
บรรเทาก่อนนอน ก่อนไปนอนควรจะทำร่างกายและจิตใจให้เกิดความผ่อนคลาย ดังเช่น อาบน้ำอุ่นเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้สมควร บริหารร่างกายคลายเส้น ตัวอย่างเช่น ยืดเส้นหรือเล่นโยคะ หรืออ่านหนังสือหรือฟังเพลงเพื่อไม่ให้เพ้อเจ้อก่อนนอน

จัดห้องนอนให้ดี ห้องนอนจะต้องมีบรรยากาศที่บรรเทา ไม่สมควรนำข้าวของที่ก่อกวนการพักผ่อนหย่อนใจ อาทิเช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่นำมาซึ่งแสงสว่าง สี เสียง หรือเตียงรวมทั้งผ้าที่เอาไว้ปูที่นอนที่ไม่เอื้อต่อการพักผ่อนหย่อนใจมาเอาไว้ในห้องนอน สิ่งแวดล้อมของห้องนอนควรจะใช้สีโทนเย็น ให้ความรู้ความเข้าใจสึกสงบ เป็นระเบียบเรียบร้อย และก็อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 18-24 องศาเซลเซียส
ฝึกฝนการนอนที่ถูกสุขลักษณะ แนวทางแบบนี้จะช่วยทำให้นอนได้อย่างมีคุณภาพ โดยฝึกหัดความประพฤติต่างๆที่มีคุณประโยชน์ต่อการนอนให้เป็นนิสัย ดังเช่นว่า เลี่ยงการดูทีวีหรือใช้เครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์ก่อนไปนอน ไม่สมควรนอนในขณะที่ยังรู้สึกกังวลใจหรือเครียดเกี่ยวกับเรื่องบางสิ่งบางอย่าง หรือบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
บรรเทาด้วยแนวทางต่างๆคนที่ประสบเจอกับปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนนั้นจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดอื่นๆร่วมด้วย โดยแนวทางพฤติกรรมบำบัดนับว่าเป็นแนวทางรักษาผู้เจ็บป่วยโรคนอนไม่หลับที่บรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่ง ซึ่งจะใช้แนวทางควบคุมสิ่งกระตุ้นต่างๆดังเช่น ฝึกฝนใช้เตียงสำหรับนอนพักเพียงแค่นั้น ไม่ให้นอนอ่านหนังสือหรือดูทีวีบนเตียง ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีแนวทางบรรเทาด้วยการจำกัดการนอน (Sleep Restriction) ซึ่งจะช่วยทำให้คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่อยู่บนเตียงหรือหลับนานเกินความจำเป็น
หารือหมอ คนที่มีโรคประจำตัวอันทำให้นอนยากหรือนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานานจนถึงมีผลต่อคุณภาพชีวิต ควรจะเจอหมอขอความเห็นปัญหาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Back To Top